การเปิดตัวของ Apple Watch Ultra 4 มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนสเปกครั้งสำคัญ โดย Apple ได้ตัดการรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซียออกอย่างเป็นทางการ แม้จะยังคงมีอยู่ใน Apple Watch Series 12 ที่เปิดตัวพร้อมกันก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมนี้ไม่ใช่การลดสเปก แต่เป็นการปรับจูนระบบ GPS สองคลื่นความถี่ความแม่นยำสูงให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับนักกีฬาสายผจญภัย
ประสิทธิภาพของการระบุตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนดาวเทียมบนท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสะอาดของสัญญาณและความสอดคล้องของคลื่นพาหะ ในขณะที่เครือข่ายดาวเทียมยุคใหม่อย่าง GPS (L1/L5), Galileo (E1/E5a) และ BeiDou (B1I/B2a) ทำงานบนมาตรฐาน CDMA แต่ดาวเทียม GLONASS ดั้งเดิมกลับใช้การแบ่งความถี่แบบ FDMA ซึ่งทำให้เกิดความต่างของเฟสสัญญาณและเพิ่มภาระการประมวลผลให้แก่ชิปเซ็ต
การตัดสัญญาณ FDMA ออกจากตัวรับสัญญาณ L1/L5 ของ Ultra 4 ช่วยลดการรบกวนจากการสะท้อนของสัญญาณ (Multipath) ในย่านตึกสูงและหุบเขาได้อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ Apple กล้าเคลมว่า Ultra 4 มีระบบ GPS ในตัวที่แม่นยำที่สุดในบรรดานาฬิกากีฬา สามารถตรวจสอบสเปกอุปกรณ์รุ่นต่างๆ ได้ที่ ตารางเปรียบเทียบเซ็นเซอร์ หรือคำนวณเวลาการวิ่งด้วย เครื่องคำนวณเพซการวิ่ง
Preserved Benefit: การกรองสัญญาณหลายย่านความถี่ที่สะอาดขึ้นและลดสัญญาณสะท้อน ช่วยให้การบันทึกเส้นทางการวิ่งมีความแม่นยำสูงและไม่มีอาการเส้นทางเบี่ยงเบน
Explicit Trade-Off: จำนวนดาวเทียมที่มองเห็นได้ในแถบขั้วโลกเหนือที่มีละติจูดสูงมากลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุมวงโคจรของ GLONASS เคยช่วยเสริมมุมมอง
การที่ Apple Watch Series 12 ยังคงใช้ GLONASS อยู่ ยิ่งช่วยตอกย้ำเหตุผลเชิงวิศวกรรม โดย Series 12 ใช้ตัวรับสัญญาณคลื่นความถี่เดี่ยว L1 ซึ่งจำนวนดาวเทียมโดยรวมยังมีความจำเป็นต่อการจับสัญญาณเริ่มต้น (TTFF) ให้รวดเร็วในเมืองทั่วไป
ในทางตรงกันข้าม Ultra 4 ให้ความสำคัญกับการซิงค์เฟสของคลื่น L1 และ L5 เพื่อความแม่นยำระดับเซนติเมตร การตัดรูปแบบสัญญาณที่ไม่เข้ากันออกไปช่วยให้หน่วยประมวลผล GNSS คำนวณพิกัดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสูญเสียพลังงานแบตเตอรี่ไปกับการชดเชยคลื่นความถี่